Monday, November 30, 2015

การวิเคราะห์วิจารณ์งานศิลปะ

การวิเคราะห์วิจารณ์งานศิลปะ 
ความหมาย
การวิเคราะห์งานศิลปะ หมายถึง การพิจารณาแยกแยะศึกษาองค์รวมของงานศิลปะออกเป็นส่วนๆ ทีละประเด็น ทั้งในด้านทัศนธาตุ องค์ประกอบศิลป์ และความสัมพันธ์ต่างๆ  ในด้านเทคนิคกรรมวิธีการแสดงออก เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาประเมินผลงานศิลปะว่ามีคุณค่าทางด้านความงาม ทางด้านสาระ และทางด้านอารมณ์ความรู้สึกอย่างไร
             การวิจารณ์งานศิลปะ  หมายถึง การแสดงออกทางด้านความคิดเห็นต่อผลงานทางศิลปะที่ศิลปินสร้างสรรค์ขึ้นไว้ โดยผู้วิจารณ์ให้ความคิดเห็นตามหลักเกณฑ์และหลักการของศิลปะ ทั้งในด้านสุนทรียศาสตร์และสาระอื่นๆ ด้วยการติชมเพื่อให้ได้ข้อคิดนำไปปรับปรุงพัฒนาผลงานศิลปะ หรือใช้เป็นข้อมูลในการประเมินตัดสินผลงาน และเป็นการฝึกวิธีดู วิธีวิเคราะห์ คิดเปรียบเทียบให้เห็นคุณค่าในผลงานศิลปะชิ้นนั้น ๆ 

คุณสมบัติของนักวิจารณ์1. ควรมีความรู้เกี่ยวกับศิลปะทั้งศิลปะประจำชาติและศิลปะสากล
2. ควรมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะ
3. ควรมีความรู้เกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์ ช่วยให้รู้แง่มุมของความงาม
4. ต้องมีวิสัยทัศน์กว้างขวาง และไม่คล้อยตามคนอื่น
5. กล้าที่จะแสดงออกทั้งที่เป็นไปตามหลักวิชาการและตามความรู้สึกและประสบการณ์

ทฤษฎีการสร้างงานศิลปะ จัดเป็น 4 ลักษณะ  ดังนี้
1. นิยมการเลียนแบบ (Imitationalism Theory) เป็นการเห็นความงามในธรรมชาติแล้วเลียนแบบไว้ให้เหมือนทั้งรูปร่าง รูปทรง สีสัน ฯลฯ
2. นิยมสร้างรูปทรงที่สวยงาม (Formalism Theory) เป็นการสร้างสรรค์รูปทรงใหม่ให้สวยงามด้วยทัศนธาตุ (เส้น รูปร่าง รูปทรง สี น้ำหนัก พื้นผิว บริเวณว่าง) และเทคนิควิธีการต่างๆ
3. นิยมแสดงอารมณ์ (Emotional Theory) เป็นการสร้างงานให้ดูมีความรู้สึกต่างๆ ทั้งที่เป็นอารมณ์อันเนื่องมาจากเรื่องราวและอารมณ์ของศิลปินที่ถ่ายทอดลงไปในชิ้นงาน
4. นิยมแสดงจินตนาการ (Imagination Theory) เป็นงานที่แสดงภาพจินตนาการ แสดงความคิดฝันที่แตกต่างไปจากธรรมชาติและสิ่งที่พบเห็นอยู่เป็นประจำ
แนวทางการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าของงานศิลปะ
            การวิเคราะห์และการประเมินคุณค่าของงานศิลปะโดยทั่วไปจะพิจารณาจาก 3 ด้าน  ได้แก่
1. ด้านความงาม
       เป็นการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าในด้านทักษะฝีมือ การใช้ทัศนธาตุทางศิลปะ และการจัดองค์ประกอบศิลป์ว่าผลงานชิ้นนี้แสดงออกทางความงามของศิลปะได้อย่างเหมาะสมสวยงามและส่งผลต่อผู้ดูให้เกิดความชื่นชมในสุนทรียภาพเพียงใด ลักษณะการแสดงออกทางความงามของศิลปะจะมีหลากหลายแตกต่างกันออกไปตามรูปแบบของยุคสมัย ผู้วิเคราะห์และประเมินคุณค่าจึงต้องศึกษาให้เกิดความรู้ ความเข้าใจด้วย เช่น


2. ด้านสาระ
เป็นการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าของผลงานศิลปะแต่ละชิ้นว่ามีลักษณะส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนจุดประสงค์ต่างๆ ทางจิตวิทยาว่าให้สาระอะไรกับผู้ชมบ้าง ซึ่งอาจเป็นสาระเกี่ยวกับธรรมชาติ สังคม ศาสนา การเมือง ปัญญา ความคิด จินตนาการ และความฝัน 



3. ด้านอารมณ์ความรู้สึก
เป็นการคิดวิเคราะห์และประเมินคุณค่าในด้านคุณสมบัติที่สามารถกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกและสื่อความหมายได้อย่างลึกซึ้งของวัสดุ ซึ่งเป็นผลของการใช้เทคนิคแสดงออกถึงความคิด พลัง ความรู้สึกที่ปรากฏอยู่ในผลงาน


 กระบวนการวิจารณ์งานศิลปะตามหลักการและวิธีการ
1. ขั้นระบุข้อมูลของผลงาน          เป็นข้อมูลรายละเอียดสังเขปเกี่ยวกับประเภทของงาน ชื่อผลงาน ชื่อศิลปิน ขนาด วัสดุ เทคนิค วิธีการ สร้างเมื่อ พ.ศ.ใด ปัจจุบันติดตั้งอยู่ที่ไหน รูปแบบการสร้างสรรค์เป็นแบบใด
2. ขั้นตอนการพรรณนาผลงาน       เป็นการบันทึกข้อมูลจากการมองเห็นภาพผลงานในขั้นต้นว่าเป็นภาพอะไร เช่น ภาพคน ภาพสัตว์ ภาพทิวทัศน์ ภาพหุ่นนิ่ง เป็นต้น มีเทคนิคในการสร้างสรรค์แบบใด     
3. ขั้นวิเคราะห์          เป็นการดูลักษณะภาพรวมของผลงานว่าจัดอยู่ในประเภทใด พิจารณารูปแบบการถ่ายทอดเป็นแบบใด จำแนกทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ออกจากภาพรวมเป็นส่วนย่อยให้เห็นว้มีหลักการจัดภาพที่กลมกลืนหรือขัดแย้งอย่างไร
4. ขั้นตีความ
                เป็นการค้นหาความหมายของผลงานว่า ศิลปินหรือผู้สร้างสรค์ต้องการสื่อให้ผู้ชมผลงานได้รับรู้เกี่ยวกับอะไร เช่น สภาพปัญหาในชุมชน สังคม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น
5. ขั้นประเมินผล
                เป็นการประเมินคุณค่าของผลงานศิลปะชิ้นนั้นจากการพิจารณาทุกข้อในเบื้องต้น สรุปให้เห็นข้อดีและข้อด้อยในด้านเนื้อหาและเรื่องราว หลักทัศนธาตุและหลักการจัดองค์ประกอบศิลป์ ทักษะ ฝีมือ และการถ่ายทอดความงาม เพื่อการพัฒนาหรือตัดสินผลงานชิ้น



   การวิเคราะห์ทัศนธาตุ       
เส้น แสดงการใช้เส้นโค้งและเส้นลักษณะอื่นๆ ได้สัมพันธ์กลมกลืนกัน ทั้งในส่วนของใบหน้า เส้น
                      ผม ผ้าคลุม รอยยับของผ้า นิ้วมือ แนวเส้นของทางเดิน และสายน้ำลำธารของฉากหลัง
รูปร่าง รูปทรง 
แสดงรูปร่าง รูปทรง ลักษณะธรรมชาติของคน และทิวทัศน์ได้อย่างสวยงาม
สี                   แสดงภาพสีส่วนรวมเป็นโทนสีน้ำตาลอมเขียวและดำ เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ในการสื่อความ
                    หมาย สีน้ำตาลหมายถึงธรรมชาติหรือโลก สีน้ำตาลออกดำหมายถึงความสุขุม ความลึกลับซ่อน
                    เร้น และสีเขียวหมายถึงชีวิต ขนาด สัดส่วน   แสดงขนาดของคนได้เหมาะสมกับขนาดภาพ
                    และแสดงสัดส่วนทางกายวิภาคได้ถูกต้อง งดงามตามธรรมชาติ
แสงเงา         แสดงการใช้แสงเงาที่กลมกลืนเหมือนธรรมชาติ แสงเงาส่วนรวมของภาพมีน้ำหนักเข้มมืด
                    บริเวณใบหน้าและมือให้แสงสว่างมาก และมีน้ำหนักเงาอ่อน
บริเวณว่าง    แสดงบริเวณว่างรอบตัวโมนาลิซาเป็นทิวทัศน์อยู่ฉากหลัง นอกจากจะทำพให้ภาพดูโปร่งตาไม่
                   ทึบตันเกินไป ยังทำให้ภาพมีระยะใกล้ไกล มีมิติตื้นลึก และเหมือนจริง
ลักษณะผิว    แสดงการใช้ลักษณะผิวในส่วนของใบหน้าและมือด้วยการเกลี่ยสีให้นุ่มนาลสอดคล้อง สมวัย
                   และเหมือนจริง โดยเฉพาะมือขวาให้ความรู้สึกเหมือนมีเลือดเนื้อจริง






ความรู้เกี่ยวกับทัศนธาตุ

าตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด
 มาตรฐาน  ศ  1.1 : 
        สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจิตนาการ  และความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์  วิพากษ์วิจารณ์  คุณค่างานทัศนศิลป์  ถ่อยทอดความรู้สึก  ความคิดต่องานศิลปะอย่างอิสระ  ชื่นชมและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน        
  
ตัวชี้วัด     ม.1/1 : 
    บรรยายความแตกต่างและความคล้ายคลึงกันของงานทัศนศิลป์ และสิ่ง                               แวดล้อม  โดยใช้ความรู้เรื่อง ทัศนธาตุ

.....................................................................................................................................


ทัศนะ  หมายถึง  การเห็น  สิ่งที่มองเห็น 
ธาตุ     หมายถึง  สิ่งที่ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่รวมกัน เป็นรูปร่างของสิ่งทั้งหลาย

ทัศนธาตุ

         ทัศนธาตุ  หมายถึง  ส่วนสำคัญที่รวมกันเป็นรูปร่างของสิ่งทั้งหลายตามที่มองเห็น  ได้แก่  จุด  เส้น  สี  แสงเงา  น้ำหนัก  บริเวณว่าง  และลักษณะผิวทัศนธาตุ  เป็นส่วนประกอบสำคัญของศิลปะที่สามารถนำมาจัดให้ประสานกลมกลืน  เกิดเป็นผลงานศิลปะที่มีคุณค่าทางความงาม  และสื่อความหมายตามความคิดของผู้สร้างสรรค์ได้  ทัศนธาตุเกิดขึ้นจากการนำเอาธาตุใดธาตุหนึ่งมาสร้างเป็นรูปขึ้น  จากนั้นก็จะเกิดธาตุอื่นๆ  ขึ้นตามมา  เช่น  การใช้เส้นสร้างรูปทรงขึ้นรูปหนึ่ง  ก็จะทำให้เกิดช่องว่างหรือรูกร่างของบริเวณว่างขึ้นเมื่อใช้สีระบายลงบนรูปทรง  ทัศนธาตุจะปรากฏขึ้นทั้งเส้น  สี  และลักษณะผิว
ทัศนธาตุ ได้แก่

 
     1. จุด (Dot)      

      2. เส้น (Line)       
      3. สี (Color)       
      4. รูปร่างและรูปทรง (Shape and Form)       
      5. น้ำหนัก (Value)       
      6. บริเวณว่าง (Space)       
      7. ลักษณะผิว (Texture)  


1.  จุด
         จุด  หมายถึง รอบหรือแต้มที่มีลักษณะกลมๆ ปรากฏที่ผิวพื้น ไม่มีขนาด  ความกว้าง  ความยาว  ความหนา  แบ่งแยกไม่ได้  เป็นสิ่งที่เล็กที่สุด สามารถเคลื่อนไหวไปในที่ว่างได้  จุดเป็นธาตุเริ่มแรกที่ทำให้เกิดธาตุอื่นๆ  ขึ้น  จุดเกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะ ดังนี้
         1.1  จุดที่เกิดจากธรรมชาติ  จุดกระจัดกระจายอยู่ตามธรรมชาติมากมายในสิ่งต่างๆ  ที่
ธรรมชาติสร้างขึ้น  เช่น  จุดปรากฏที่ส่วนต่างๆ  ของพืชและสัตว์บางชนิด  จุดที่มองเห็นตามกลุ่มดาวบนท้องฟ้า  จุดบนวัตถุธาตุบางชนิด  เช่น  ดิน  หิน แร่  เป็นต้น
         1.2   จุดที่เกิดจากฝีมือมนุษย์  มนุษย์ใช้สิ่งแหลมคมแต้ม กด จิ้ม  เป็นรอยกลมๆ  ลงบนผิว
พื้นที่ว่าง  ทำให้เกิดเป็นรอยแต้มเป็นจุดเดียวหรือหลายจุดไม่มีความหมายหรือเป็นลวดลายที่จงใจให้เป็น  เช่น  จุดที่ปรากฏบนกระดาษจุดเดียว จุดต่อเนื่องลักษณะไข่ปลา จุดที่รวมเป็นกลุ่มอย่างอิสระ  จุดที่รวมตัวเคลื่อนไหวกระจายเป็นระยะเท่าๆ กันอย่างมีระเบียบ เป็นต้น
จุดเป็นองค์ประกอบแรกที่ทำให้เกิดธาตุต่างๆ ที่นำมาประกอบสัมพันธ์กัน  รวมกลุ่มกันเป็น  องค์ประกอบศิลป์  จุดเมื่อปรากฏบนที่ว่างจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบผลักดันกันหรือดึงดุดกัน  จุดที่รวมกันเป็นกลุ่มทำให้มองเห็นโครงสร้างจากจินตนาการเป็นรูปแบบคงที่และรูปแบบเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวได้



   


2.  เส้น
           เส้น  หมายถึง  จุดหลายๆ  จุดต่อกันเป็นสาย  เป็นแถวแนวไปในทิศทางเดียวกันและเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน  ด้วยแรงผลักดันหรือรอยขูด  ขีด  เขียนของวัตถุเป็นรอยยาว  เส้นพื้นฐานแบ่งออกเป็น  2  ลักษณะ  คือ  เส้นตรง  และ  เส้นโค้ง
           เส้น คือส่วนประกอบที่สำคัญของภาพ  เส้นแต่ละชนิดมีความหมายในตัวของมัน  ทำให้แต่ละบุคคลสามารถจินตนาการได้แตกต่างกันตามความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคน  เส้นแต่ละชนิดให้ความรู้สึกและความหมายต่างกัน ดังนี้


          1.  เส้นตรงมีลักษณะดังนี้

                 1. เส้นดิ่ง  หรือ เส้นตั้ง  ให้ความรู้สึก    สงบ  มั่นคง   แข็งแรง แน่นนอน  เป็นระเบียบ 
                 
                 2. เส้นฟันปลาให้ความรู้สึก     รุ่นแรง  กระแทก  ตื่นเต้น   

                3.  เส้นประ  ให้ความรู้สึกใจหาย  ไม่แน่นนอน 

                4.  เส้นนอนให้ความรู้สึกสงบ  ราบรื่น

        2.  เส้นโค้ง  มีลักษณะดังนี้

               เส้นคด ให้ความรู้สึก เลื่อนไหล  ต่อเนื่อง  อ่อนช้อย 
               เส้นก้นหอย ให้ความรู้สึก  อึดอัด
               เส้นอิสระ    ให้ความรู้สึก  วุ่นวาย ไม่เป็นระเบียบ
               เส้นโค้งขึ้น  ให้ความรู้สึก แข็งแรง  เชื่อมั่น
               เส้นโค้งลง   ให้ความรู้สึก อ่อนโยน อ่อนไหว ไม่แข็งแรง



เส้น (Line)



                      
 เส้นในงานศิลปะ    คือ  เส้น  ในจิตนาการมองไม่เห็นด้วยสายตา  เป็นเส้นในความรู้สึกนึกคิดคำนึงจากภาพที่มองเห็น  เป็นเส้นภายนอกของวัตถุลากจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง  เป็นเส้นโครงสร้างภายนอกของวัตถุสิ่งของต่างๆ  เช่น  เส้นภายนอก  เส้นภายใน  เส้นแกน  เป็นต้น  ตัวอย่าง  เช่น  เส้นรอบนอกของภูเขา  ต้นไม้  รูปทรงของคน  เส้นภายในที่ว่างของพุ่มไม้  คน สัตว์ เส้นแกนของต้นไม้  เป็นต้น

         นอกจากนี้ยังมีเส้นขีดเขียนลากตวัดของพู่กัน ปากกา ดินสอ หรือวัตถุอื่นๆ ไปตามอารมณ์ของผู้เขียน  เป็นสัญลักษณ์เฉพาะของแต่ละบุคคล  
                     เส้นเรขาคณิต  คือ เส้นที่มนุษย์สร้างขึ้นเป็นรูปร่าง  รูปทรง  มีโครงสร้างที่แน่นอนมองเห็นด้วยสายตาตามความจริง  ได้แก่  รูปสามเหลี่ยม  วงกลม  สี่เหลี่ยม  และรูปหลายเหลี่ยม  อันเป็นพื้นฐานในการสร้างภาพองค์ประกอบศิลป์  นำไปสู่การสร้างสรรค์งานศิลปะ




3. รูปร่างและรูปทรง         รูปร่าง (Shape)  หมายถึง เส้นรอบนอกทางกายภาพของวัตถุ สิ่งของเครื่องใช้ คน สัตว์ และ พืช มีลักษณะเป็น มิติ  มีความกว้าง  และความยาว
         รูปร่าง  แบ่งออกเป็น ประเภท  คือ
              - รูปร่างธรรมชาติ (Natural Shape)  หมายถึง  รูปร่างที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ  เช่น  คน  สัตว์  และพืช  เป็นต้น
              - รูปร่างเรขาคณิต (Geometrical Shape)  หมายถึง  รูปร่างที่มนุษย์สร้างขึ้นมีโครงสร้างแน่นอน  เช่น  รูปสามเหลี่ยม  รูปสี่เหลี่ยม  และรูปวงกลม  เป็นต้น
              - รูปร่างอิสระ (Free Shape)  หมายถึง  รูปร่างที่เกิดขึ้นตามความต้องการของผู้สร้างสรรค์  ให้ความรู้สึกที่เป็นเสรี  ไม่มีโครงสร้างที่แน่นอนของตัวเอง  เป็นไปตามอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม  เช่น  รูปร่างของหยดน้ำ  เมฆ  และควัน  เป็นต้น
         รูปทรง (Form)  หมายถึง  โครงสร้างทั้งหมดของวัตถุที่ปรากฎแก่สายตาในลักษณะ มิติ  คือมีทั้งส่วนกว้าง  ส่วนยาว  ส่วนหนา
หรือลึก  คือ  จะให้ความรู้สึกเป็นแท่ง  มีเนื้อที่ภายใน  มีปริมาตร  และมีน้ำหนัก

    4. น้ำหนักอ่อน-แก่   (Value)  หมายถึง  จำนวนความเข้ม  ความอ่อนของสีต่าง ๆ  และแสงเงาตามที่ประสาทตารับรู้  เมื่อเทียบกับน้ำหนักของสีขาว-ดำ  ความอ่อนแก่ของแสงเงาทำให้เกิดมิติ  เกิดระยะใกล้ไกลและสัมพันธ์กับเรื่องสีโดยตรง

    5. สี (Colour)  หมายถึง  สิ่งที่ปรากฎอยู่ทั่วไปรอบ ๆ ตัวเรา  ไม่ว่าจะเป็นสีที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติ หรือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น
สีทำให้เกิดความรู้สึกแตกต่างมากมาย  เช่น  ทำให้รู้สึกสดใส  ร่าเริง  ตื่นเต้น  หม่นหมอง  หรือเศร้าซึมได้  เป็นต้น[img]http://archive-pic.wunjun.com/2012/06/29/11/boardmaree-2012-06-29-1340943279-160650282579028602.gif[/img]
         สีและการนำไปใช้  
              5.1 วรรณะของสี (Tone)  จากวงจรสีธรรมชาติ ในทางศิลปะได้มีการแบ่งวรรณะของสีออกเป็น วรรณะ  คือ
                   - สีวรรณะร้อน  ได้แก่สีที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นหรือร้อน  เช่น  สีเหลือง  ส้มเหลือง  ส้ม  ส้มแดง  แดง  ม่วงแดง  เป็นต้น  
                   - สีวรรณะเย็น  ได้แก่  สีที่ให้ความรู้สึกเย็น สงบ สบาย  เช่น  สีเขียว  เขียวเหลือง  เขียวน้ำเงิน  น้ำเงิน  ม่วงน้ำเงิน  ม่วง  เป็นต้น
              5.2 ค่าของสี (Value of colour)  หมายถึง  สีใดสีหนึ่งทำให้ค่อย ๆ จางลงจนขาวหรือสว่างและทำให้ค่อย ๆ เข้มขึ้นจนมืด
              5.3 สีเอกรงค์ (Monochrome)  หมายถึง  สีที่แสดงอิทธิพลเด่นชัดออกมาเพียงสีเดียว  หรือใช้เพียงสีเดียวในการเขียนภาพ โดยให้ค่าของสีอ่อน กลาง แก่  คล้ายกับภาพถ่าย ขาว ดำ
              5.4 สีส่วนรวม (Tonality)  หมายถึง  สีใดสีหนึ่งที่ให้อิทธิพลเหนือสีอื่นทั้งหมด  เช่น  การเขียนภาพทิวทัศน์  ปรากฎสีส่วนรวมเป็นสีเขียว สีน้ำเงิน  เป็นต้น
              5.5 สีที่ปรากฎเด่น  (Intensity)
              5.6 สีตรงข้ามกันหรือสีตัดกัน (Contrast)  หมายถึง  สีที่อยู่ตรงกันข้ามในวงจรสีธรรมชาติ  เช่น  สีแดงกับสีเขียว  สีน้ำเงินกับสีส้ม  สีม่วงกับสีเหลือง

    6. บริเวณว่าง (Space)  หมายถึง  บริเวณที่เป็นความว่างไม่ใช่ส่วนที่เป็นรูปทรงหรือเนื้อหาาในกาารจัดองค์ประกอบใดก็ตาม  ถ้าปล่อยให้มีพื้นที่ว่างมากและให้มีรูปทรงน้อย การจัดนั้นจะให้ความรู้สึกอ้างอ้าง โดดเดี่ยว

    7. พื้นผิว (Textureหมายถึง พื้นผิวของวัตถุต่าง ๆ ที่เกิดจากธรรมชาติและมนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น พื้นผิวของวัตถุที่แตกต่างกัน ย่อมให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันด้วย